“เพชรล้านนา”งามพุทธศิลป์แห่งมทร.ธัญบุรี ( 1)

มีโอกาสได้สนทนาแบบใกล้ชิดนานนับชั่วโมง ณ เรือนศิลป์แสนขัติยรัตน์ จ.ปทุมธานี กับเจ้าของแกลเลอรี่ส่วนตัวที่มีนามว่า “รศ.ดร.สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์” อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปะไทย ภาควิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี แต่จนแล้วจนรอดเนื้อหาของการพูดคุยก็ยังไม่ได้ถูกนำออกมาถ่ายทอดแต่ประการใด กระทั่งเชื่อว่าคนที่ถูกสัมภาษณ์คงจะลืมเลือนไปจากความทรงจำไปแล้วก็เป็นได้

ด้วยเหตุที่ผ่านเวลาอันยาวนานมากตั้งแต่สำนักข่าว Action News ยังไม่ได้ฤกษ์คลอดออกมาลืมตาดูโลกว่ากันอย่างนั้น แต่ถึงกระนั้นกิตติศัพท์และชื่อเสียงเรียงนามของ “รศ.ดร.สุวัฒน์” หรือ “อาจารย์สุวัฒน์”โด่งดังไปมากน้อยแค่ไหน ผลงานหลายต่อหลายชิ้นที่ปรากฏบนหน้าสื่อก็ดี โดยเฉพาะงานด้านพุทธศิลป์ที่ปรากฏออกมาเรียกว่างามสมราคาแห่งการรอคอยกันเลยทีเดียว

 

ล่าสุดผลงานจากความร่วมมือของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยสมาคมสโมสรพนักงานธ.ก.ส. ร่วมกับไร่เชิญตะวันและเรือนศิลป์แสนขัติยรัตน์ ร่วมกันจัดสร้างโพสพาญชลีเหรียญพระแม่โสพขึ้น เพื่อหาทุนสนับสนุนการดำเนินงานโรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์และสร้างที่พักผู้มาปฏิบัติธรรม ณ ไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย และนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์มอบให้กับโรงพยาบาลที่ขาดแคลน และผู้ป่วยติดเตียงผู้ยากไร้ในชนบท เชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ทำให้หลายต่อหลายคนต้องรีบตามเก็บผลงานของอาจารย์ท่านนี้

                เกริ่นนำถึงอาจารย์กันพอหอมปากหอมคอแล้วไปดูเรื่องราวประวัติความเป็นมาของอาจารย์ท่านนี้กันดีกว่า หลายคนอาจจะบอกว่ารู้กันมาบ้างแต่บอกไว้ตรงนี้เลยว่าถึงคุณจะรู้แต่ก็รู้ไม่ละเอียดโดยเฉพาะบนเส้นทางชีวิตที่กว่าจะมาเป็นอาจารย์และมีผลงานฝากไว้บนผืนโลกใบนี้ ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วยแต่มาด้วยฝีมือและความรู้ความสามารถแท้ ๆ

ผมขออนุญาตเป็นคนเล่าแล้วก็ลำดับนะครับ ผมเองเป็นเด็กที่เกิดในตระกูลทำงานช่าง คุณปู่เป็นคนปั้นโบสถ์วิหารของวัดทางภาคเหนือ คุณพ่อเป็นนักแกะสลักแล้วก็เป็นพระที่บวชนานมาก สมัยก่อนการเรียนด้านศิลปะเขาจะเรียนกันที่ในวัดเพราะว่าช่างก็อยู่วัด แกะที่นั่นทำที่นั่น ส่วนคุณแม่เป็นช่างทอผ้า ผมเกิดมาก็ได้เห็นศิลปะแล้ว เห็นกนกหางหงส์ เห็นสิงสาราสัตว์ที่ปั้น คชสีห์ นาค

ไม่ได้เห็นเพียงอย่างเดียวแต่ผมยังทำด้วย เมื่อก่อนตอนเป็นเด็กมันจะมีแม่พิมพ์นาคสะดุ้ง เขาจะให้เอาน้ำมันขี้โล้ (น้ำมันเสียที่ทิ้งแล้ว) มาทาเพื่อไม่ให้ปูนกับแม่พิมพ์ติดกันแล้วก็ผสมปูนเป็นตั้งแต่เด็ก ดัดเหล็กเพื่อเป็นโครงสร้างของนาคสะดุ้ง เรียกว่าผมเป็นตั้งแต่เด็ก เทปูนแล้วปาดด้วยเกียงแล้วคว่ำพิมพ์ไว้พอแห้งก็ยกออกมาเหมือนพิมพ์ขนม ยกออกมามันก็เป็นปูนแล้วถึงเอานำมาเพ๊นท์สี  งานประติมากรรมกับจิตรกรรมผมเริ่มได้เรียนรู้แล้ว สิ่งเหล่านี้มันก็ถูกซึมซับ

 

สิ่งต่าง ๆเหล่านี้ในระยะยาวพ่อแม่เราก็ถือว่าเป็นอาชีพ แต่ในสมัยนั้นวิชาชีพที่เด่น ๆ ก็คืออาชีพแพทย์หรือหมอ ตำรวจ ถือเป็นอาชีพที่มีศักดิ์ศรี มีเกียรติ คุณพ่อคุณแม่ก็อยากให้เราไปอย่างนั้นแต่ผมกลับรักที่จะเรียนรู้และสานต่อลมหายใจในอาชีพช่าง เราก็หยิบสิ่วมาลองทำ ลองงานปั้นกับปู่  แค่จุดเริ่มต้นที่อาจารย์เล่ามาคงพอทำให้เห็นภาพลาง ๆ ว่า มันคือจุดเริ่มต้นที่ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมอาจารย์ถึงได้เชี่ยวชาญงานด้านศิลปะที่แท้ก็เกิดจากการซึมซับของคนในครอบครัวนั่นเอง

อาจารย์สุวัฒน์ เล่าต่อว่า ตอนนั้นเรียนอยู่ชั้นมัธยมฯจึงเริ่มชอบงานทางด้านศิลปะ ถามว่าทำไมถึงมาชอบศิลปะไทยทั้ง ๆ ที่มีงานศิลปะที่เป็นสากลด้วย ยกตัวอย่างเช่นครูให้ไปเขียนรูปต้นไม้บางคนเขียนด้วยสโคปมองไกล ๆ ว่าเป็นต้นไม้ แต่สำหรับผมเขียนทีละใบ ๆ ๆ เก็บงานเนี้ยบ แสงเงาอะไรต่าง ๆ  เหล่านี้มันทำให้รู้สึกว่าจิตของเราละเอียดขึ้น

 

“ตอนเรียนมัธยมมีอาจารย์ท่านหนึ่งชื่อว่า “ครูแก้ว จันทคราส”ท่านจะเป็นครูที่รักที่จะถ่ายทอด โดยเสาร์-อาทิตย์ท่านจะสละเวลาของท่านฝึกเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งในกลุ่มก็จะมีตั้งแต่รุ่นพี่ รุ่นน้องผมมีผมไปเรียนโดยท่านจะออกค่าวัสดุอุปกรณ์เองหรือว่าวัสดุบางอย่างที่รัฐบาลหรือโรงเรียนมีอยู่แล้วก็เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์แล้วก็ฝึกให้พวกผมได้ลองส่งผลงานเข้าประกวด ก็ปรากฎว่าไปได้เหรียญรางวัลที่ประเทศตรุกีมาช่วงนั้นในเมืองไทยถือเป็นเรื่องที่ยากที่จะส่งงานไปต่างประเทศ แล้วเราเป็นโรงเรียนมัธยมฯที่อยู่ต่างจังหวัดซึ่งยากมากที่จะไปคว้ารางวัลในระดับชาติหรือนานาชาติ” ผลงานที่ได้ถือเป็นแรงผลักดันของผม แล้วอาจารย์ท่านก็ทำให้เราได้เห็นเป็นตัวอย่างทั้งเรื่องการปั้น การเขียน

ตอนนั้นผมไปดูท่านเขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ของในหลวงเพื่อจะไปประดับในหอประชุมใหญ่ ท่านบอกว่าเขียนคนก็ต้องให้เหมือนเอาเข็มไปแทงแล้วเลือดพุ่งออกมาได้ มันจะต้องให้ความรู้สึกได้ ต้องสร้างความรู้สึก เขียนกาน้ำให้ดีดดังปิ๊ง ๆเลย เขียนผลไม้ให้ฉ่ำหยิบออกมากินแล้วก็เหมือนราวกับของจริง ให้มันมีบริบทของสิ่งนั้น ๆ มีความเป็นชีวิต มีความเป็นธรรมชาติทุกอย่าง

                อย่างไรก็ตามรศ.ดร.สุวัฒน์ยังได้กล่าวต่อว่า ถ้าจะพูดว่าอาจารย์แก้วเป็นต้นแบบหรืออาจารย์คนแรกของตนก็คงไม่ผิด แต่ถ้าถามถึงศิลปินในดวงใจ ณ ขณะนั้นก็มีอยู่หลายท่านที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจหรือเป็นต้นแบบของศิลปะ ก็จะมีอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ,อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ซึ่งทั้งสองท่านนี้ก็จะเป็นคนที่เป็นแรงบันดาลใจของตน แล้วก็เห็นท่านเป็นตัวอย่างที่ดีเราก็เดินตามรอยแล้วก็ได้พบปะพูดคุยขอความรู้จากท่านทั้งสอง “ท่านเหล่านี้ก็เป็นคนที่รักในงานศิลปะอยู่แล้วแต่จะมองต่างกันก็คือที่เล่าให้ฟังว่าอาชีพไง สมัยนั้นดูเหมือนเป็นอาชีพที่ไม่มีราคา ไม่ยั่งยืนไม่มีเกียรติ เหมือนกับว่าเรียนจบแล้วต้องไปเขียนป้ายโรงหนังแค่นั้นเหรอแต่ ณ ปัจจุบันอาชีพศิลปินเป็นลูกที่ดี ดารานักแสดงต่าง ๆก็ยังอยากจะเป็นต้นแบบหรือว่าอยากจะเรียนรู้แบบนี้เพราะว่ามันเป็นแฟชั่นไปแล้ว แล้วก็ศิลปะมันไม่ใช่ไส้แห้งแล้ว ณ วันนั้นถึงวันนี้ถ้าผมเลิกไม่ทำงานศิลปะมันไม่มีวันนี้ ถ้าเราคิดว่าทำอะไรจริงจังแล้วก็เดินตามฝันให้ถึงที่สุดผมคิดว่ามันท้าทายหนึ่งล่ะ สองเมื่อมันมีตัวอย่างแล้วเดินไปถึงแล้วทำไมเราจะเดินไปไม่ได้ แล้วเราไม่หยุดเดิน”

ถึงตรงนี้หลายคนคงอยากจะรู้แล้วว่า แล้วอะไรคือจุดหักเหที่ทำให้เด็กบ้านนอกคนหนึ่งได้พบกับการเปลี่ยนแปลง  อาจารย์สุวัฒน์เล่าว่าหลังจบจากม.ปลายต้องถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ต้องตัดสินใจว่าจะเข้ากรุงเทพฯหรือไปที่เชียงใหม่ดีเพื่อเรียนใกล้บ้าน

“เพื่อนผมหลายกลุ่มหลายคนไปเรียนที่เชียงใหม่แต่ผมเลือกที่จะมาเรียนเพาะช่างที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นก็อยากจะเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยศิลปากรแต่โดยเราไม่เคยเข้ากรุงเทพฯแล้วสอบสมัยนั้นมันหลายวิชาแล้วแต่ละวิชาไม่ได้สอบที่เดียว ผมเด็กบ้านนอกไม่เคยเข้ากรุงเทพฯแล้วการเดินทางแต่ละที่แต่ละแห่งหลงไปไม่ถูกเพราะฉะนั้นไปที่วิทยาลัยเพาะช่างอย่างเดียว เท่าที่จำได้น่าจะประมาณปี 32 33 34 อะไรนี่ เพราะตอนจบมาประมาณปี 34 แล้วก็มาต่อที่ราชมงคลในปี 36” ผมเรียนทางด้านจิตรกรรมไทยคือศิลปกรรมไทยจะแบ่งเป็นจิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทย นาฏศิลป์ ขณะที่จิตรกรรมสากลก็จะมีพวกเพ๊นท์ ปั้นสากลอะไรพวกนี้ ออกแบบเขาก็มีแต่เราเลือกเรียนจิตรกรรมไทยเฉพาะทาง

ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเรียนจบวิทยาลัยเพาะช่างแล้วไม่ไปเรียนต่อที่ม.ศิลปากร แต่ตัดสินใจเรียนต่อที่ราชมงคล เรื่องนี้อาจารย์สุวัฒน์เล่าว่า ตอนนั้นมันเป็นระบบปวส. 2 ปีแล้วต้องต่อปริญญาตรีอีก 2 ปีเป็น 4 ปี แล้วเราจะออกกลางคันไปเรียนศิลปากรก็ต้องไปนับปีหนึ่งใหม่ เลยตัดสินใจเลือกเรียนต่อ 2 ปีต่อเนื่องจนจบปริญญาตรี เมื่อก่อนนั้นเพาะช่างกับราชมงคลเรียนอยู่ที่เดียวกันก็คือปริญญาตรีจะเรียนที่นั่นแหละแต่เมื่ออาคาร 2 ที่เขาย้ายมาที่คลองหก ผมเป็นนักเรียนรุ่นแรก ๆ เลยที่ได้มาเรียนที่คลองหก

“ตอนที่มาเรียนราชมงคลที่คลองหกขณะนั้น ต้องบอกค่อนข้างกันดารแห้งแล้ง ไม่มีต้นไม้แถม พื้นดินยังเป็นถนนลูกรัง ผมมาก็มาเรียนต่อคณะศิลปกรรมตอนนั้นเรียกว่าคณะศิลปกรรมเฉย ๆไม่มีคำว่า “ศาสตร์”

            แหมสาระกำลังเข้มข้นพอดีหมดพื้นที่ซะก่อน อดใจไว้รออ่านต่อในตอนต่อไปรับประกันว่าสาระแน่นเพียบ แถมมีสาระที่น่าสนใจซะด้วย แล้วพบกันใหม่ในตอนสอง 


  • ผ่านมาแล้ว 2 ตอนกับกูรูเรื่องของพระเครื่อง คงทำให้หลาย ๆ คนได้ความรู้กันไม่มากก็น้อยสำหรับตอนที่ 3 นี้จะมีเนื้อหาอย่างไร เราไปตามกันต่อกับบทความดี ๆ จาก “อดุลย์ ฉายอรุณ&rdquo...

  • ผ่านไปแล้วหนึ่งตอนกับกูรูพระเครื่องที่เราคัดสรรมาเติมเต็มให้ความรู้กับผู้อ่าน เชื่อว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับคนที่ชื่นชอบในเรื่องของวัตถุมงคล โดยเฉพาะกับพระสมเด็จฯที่ระบ...
Visitors: 92,097